สุขภาพ การออกกำลังกาย ข่าวสารต่างๆ



หวัด โรคสุดฮิตตลอดปี ทำยังไงจะหายเร็วที่สุด

หวัด โรคสุดฮิตตลอดปี ทำยังไงจะหายเร็วที่สุด เวลาเราเป็น “หวัด” แพทย์จะหมายถึงคนไข้มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ ส่วนอยู่เหนือเส้นเสียงในหลอดลมขึ้นมาจนถึงช่องคอและจมูก ซึ่งสามารถแบ่งอาการไล่ตามอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น ในจมูก จะมีน้ำมูก คัดจมูก แสบจมูก จามในคอ จะมีเจ็บคอคันคอ,ระคายคอ,ไอ,คอแดง,ต่อมทอนซิลโตแดงเป็นหนองและในหลอดลมส่วนต้น มีเสมหะ เสียงแหบ เสียงเปลี่ยนโดยอาจมีอาการร่วมอื่นๆ

นอกเหนือจากอาการของทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ ปวดหัว มึนหัว ปวดตัว เบื่ออาหาร ท้องเสีย หรือมีผื่นก็ยังเป็นได้ ดังนั้นเมื่อเป็นหวัด สิ่งที่ต้องทำก็คือสังเกตตัวเองว่าหวัดในครั้งนี้เป็นหวัดไวรัสหรือหวัดแบคทีเรีย แต่หวัดที่อาการค่อนข้างหนักจนเป็นปัญหาให้ต้องมาหาหมอ ให้ลองสังเกตดูว่าเราเป็นหวัดจากการติดเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อแบคทีเรีย

หวัด โรคสุดฮิตตลอดปี ทำยังไงจะหายเร็วที่สุด

1. สังเกตอาการตนเอง

        สังเกตว่าเป็นหวัดไวรัส หรือหวัดแบคทีเรีย ด้วยการสังเกตสีของน้ำมูกและเสมหะ ถ้าเป็นหวัดแบคทีเรีย น้ำมูกหรือเสมหะจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว เพราะเวลาเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นทหารไว้ป้องกันศัตรูในร่างกายของเรามาต่อสู้กับแบคทีเรียที่เป็นเชื้อโรค จะทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ในเม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดสีเหลืองสีเขียว ดังนั้นเมื่อเสมหะเปลี่ยนสี จากใสหรือสีขาว เป็นสีเหลืองสีเขียว บางครั้งเป็นสีน้ำตาล หรือมีปนเลือดบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นหวัดแบคทีเรีย ที่ต้องทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antibiotic หรือยาปฏิชีวนะ)

2. ให้อ้าปากส่องดูในคอเหมือนเวลาไปหาหมอ

        สิ่งที่ให้สังเกตคือ เราจะหาหลักฐานของการติดเชื้อแบคทีเรียเพื่อพิจารณาการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ให้ดูว่าคอแดงหรือไม่ มีต่อมทอนซิลที่อยู่ด้านข้าง 2 ข้างซ้ายขวาโตหรือไม่ บวมแดงเป็นหนองหรือไม่ ลิ้นไก่บวมแดงดูอักเสบหรือไม่ ถ้าคอดูค่อนข้างปกติ แดงนิดหน่อย ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส แต่ถ้าคอแดงมาก มีหนอง ลิ้นไก่บวมแดง ต่อมทอนซิลโตบวมแดงเป็นหนอง น่าจะเป็นแบคทีเรีย ซึ่งถ้าไม่ได้ทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อาจจะหายหวัดด้วยตัวเองยาก หรือค่อนข้างช้า

3. สังเกตอาการของการเป็นไข้หวัดใหญ่ (influenza)

        เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัส เป็นข้อยกเว้นของหวัดไวรัสชนิดเดียวที่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงคือ ยา oseltamivir หรือที่รู้จักกันในชื่อยี่ห้อยา Tamiflu หรือขององค์การเภสัชฯคือ GPO-vir

        ในตอนเริ่มต้นจะแสดงอาการของการติดเชื้อไวรัสเหมือนๆกัน ทำให้บางครั้งแยกไม่ออกว่าเป็นโรคอะไร จนกว่าอาการอื่นที่ชัดเจนของโรคนั้นๆจะปรากฏขึ้น เช่น ถ้ามีอาการของการติดเชื้อไวรัส คือ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดตัว ร่วมกับอาการหวัดและเป็นค่อนข้างหนักให้สงสัย ไข้หวัดใหญ่ ถ้ามีอาการของไวรัสร่วมกับไข้สูงลอยร่วมกับประวัติโดนยุงลายกัดนึกถึงไข้เลือดออก ถ้ามีอาการของไวรัสร่วมกับตัวเหลืองตาเหลืองนึกถึงไวรัสตับอักเสบ ถ้ามีอาการของไวรัสแล้วหายไปเอง พอนานๆไป เริ่มมีภูมิต่ำติดเชื้อง่าย จนหมอสงสัย HIV แล้วตรวจเจอ อาจจะย้อนมานึกออกว่าหลังไปรับความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มา มีอาการคล้ายๆหวัด มีผื่น คล้าย ๆ จะเป็นติดเชื้อไวรัส พอหายไปเองก็เลยไม่ได้สนใจ นั่นอาจจะเป็นอาการแสดงของการติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลันก็เป็นได้ แล้วก็แพร่เชื้อต่อให้คนอื่นมาเรื่อยๆจนกว่าจะแสดงอาการจนรู้ตัวว่าเป็นเอดส์ ซึ่งถ้าเราป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่สำส่อน ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไปหาหมอครั้งแรกหมอบอกไม่เป็นไร พอไปตรวจอีกทีเป็นไข้เลือดออกเป็นโรคนั้นโรคนี้ มันเป็นเพราะเหตุนี้ ซึ่งเราก็ต้องสังเกตตนเองว่ามีอาการอื่นอะไรร่วมด้วยอีกบ้าง เมื่อรู้แล้วว่าเป็น หวัด ขั้นตอนต่อไปคือการรักษา สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคหวัด แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ยาฆ่าเชื้อ กับยาที่ใช้รักษาตามอาการ

4. ยาฆ่าเชื้อ

        คนไทยชอบเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ”  ยาแก้อักเสบในความหมายของคนไทยมี 2 อย่าง คือ ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ (antibiotic หรือยาปฏิชีวนะ) กับยาแก้อักเสบแก้ปวด (NSIADs) แต่พอมาเรียกชื่อซ้ำกันว่ายาแก้อักเสบ ก็ทำให้งงไม่รู้กลไกของยาว่ากินไปเพื่ออะไร คิดว่าเป็นยาแก้อักเสบแก้เจ็บคอ เลยกินบ้างไม่กินบ้าง วันละมื้อสองมื้อ วันสองวันแล้วก็เลิกกิน ซึ่งไม่ควรทำ

        คนไข้ควรอ่านชื่อยาด้วยว่ากินยาอะไรเข้าไป ก่อนจะพบหมอหรือซื้อยาตัวใหม่ในร้านขายยา นอกจากนี้ยาแต่ละอย่างมีวิธีกินไม่เหมือนกัน เช่น กินครั้งละ 1 เม็ด หรือครั้งละ 2 เม็ด วันละกี่ครั้ง บางตัวกินหลังอาหาร บางตัวกินก่อนอาหาร บางตัวให้กินนาน 3 วัน บางตัว 5 วัน หรือ 7 วัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความรู้ ควรปรึกษาแพทย์ อย่าซื้อยากินเอง

5. หลักการกินยาฆ่าเชื้อ

        ถ้าเซลล์เม็ดเลือดขาวแข็งแกร่งไม่พอในการต่อสู้กับเชื้อโรค จนเราต้องกินยาฆ่าเชื้อ เหมือนเราส่งอาวุธเข้าไปช่วยในการต่อสู้ เพราะฉะนั้นส่งอาวุธเข้าไป ต้องให้ตู้มเดียวจบ กินยาให้ถูกขนาด ครบมื้อ ครบจำนวนวัน ฆ่าเชื้อให้หมด ไม่ใช่กินนิดๆ กินบ้างไม่กินบ้าง กินแบบคิดว่าเป็นยาแก้เจ็บคอ พอหายเจ็บคอก็เลิกกิน พอเชื้อแบคทีเรียเจออาวุธเราเข้าไป จำนวนหนึ่งก็ตาย อีกจำนวนหนึ่งยังไม่ตาย ก็กลับไปพัฒนาอาวุธตัวเองกลับมาต่อสู้ใหม่ กลายเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดดื้อยา เพราะเคยเจออาวุธเราแล้วรอดมาได้ พอแบ่งตัวเพิ่มก็มีแต่ตัวพวกที่สู้อาวุธเราได้ทั้งนั้น เราก็จะกลายเป็นพวก เป็นหวัดเชื้อดื้อยาไป

6. สำหรับไข้หวัดใหญ่

        เป็นเชื้อไวรัส โดยไวรัสจะไปทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเรา เหมือนโดนทำลายรั้วบ้าน โจรอื่นก็เข้ามาง่ายขึ้น เมื่อติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จึงอาจจะมีติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมวันหลังได้ โดยอาการตอนแรกเป็นเหมือนไวรัสร่วมกับอาการหวัด พอกินยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ ก็ไข้ลง หายปวดตัว ทานข้าวได้ ต่อมาอีก 2-3 วันมีไข้กลับขึ้นมาอีก เสมหะเปลี่ยนสีเป็นเหลืองเขียว แสดงว่าโดนแบคทีเรียเข้าแล้ว ก็อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

7. ยารักษาตามอาการ

        เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก ยาแก้ปวดลดไข้ ยาอม ยาพ่นคอ ยาบ้วนปากกลั้วคอ เหล่านี้เป็นยาตามอาการ ลดอาการหวัดต่างๆ ช่วยให้รู้สึกสุขสบายขึ้น สามารถทานยาตามอาการได้ และหยุดเมื่อไม่มีอาการ เพื่อรอจนกว่ายาฆ่าเชื้อจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้หมด ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงประวัติการแพ้ยา และผลข้างเคียงของยาบางตัวที่อาจจะทำให้ง่วง ใจสั่น ท้องผูก ฯลฯ ซึ่งคนไข้ควรจำชื่อยาไว้ว่าชอบหรือไม่ชอบยาตัวไหน เพื่อซื้อหรือแจ้งหมอในครั้งต่อไป

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่มา

Last Updated on