สุขภาพ การออกกำลังกาย ข่าวสารต่างๆ


โรคไข้เลือดออก อาการเริ่มต้นที่ต้องเฝ้าระวัง

  โรคไข้เลือดออก ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่พบการระบาดของโรคไข้เลือดออกครั้งใหญ่ทั่วโลก ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไข้เลือดออก 142,925 ราย ซึ่งมากกว่าปี 2557 ถึง 247% ส่วนปี 2559 มีผู้ติดเชื้อประมา ณ 5 หมื่นราย เสียชีวิต 57 ราย และจากสถิติของทวีปเอเชีย ประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้เลือดออก เป็นอันดับที่ 2 รองจากฟิลิปปินส์ กลุ่มอายุที่เป็นไข้เลือดออกมากที่สุด คืออายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ 5-9 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปีตามลำดับ เรียกได้ว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ คือภาวะเลือดออกมาก และเลือดรั่วจากเส้นเลือดจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต                    ด้วยสภาพอากาศค่อนข้างร้อนชื้นอย่างประเทศไทย จะยิ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี บวกกับมีฝนตก ทำให้ลูกน้ำยุงลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น ไวรัสเดงกี เป็นสาเหตุของไข้เลือดออก มี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี 1, 2, 3 และ 4 ประเทศไทยมีการระบาดของ 4 สายพันธุ์วนเวียนกันไปแล้วแต่พื้นที่ ไวรัสเดงกีมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงตัวเมียซึ่งกัดเวลากลางวันและดูดเลือดคนเป็นอาหารเข้าสู่กระเพาะ สะสมในเซลล์ผนังกระเพาะจนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เข้าสู่ต่อมน้ำลาย และเข้าในร่างกายคนที่ถูกกัดเป็นรายต่อไป เชื้อไวรัสเดงกีมีระยะฟักตัวในยุงประมาณ   8-12 วัน เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่นอีกก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนและผ่านระยะฟักตัวนาน 5-8 วัน หรือสั้นที่สุด 3 วัน ยาวนานที่สุด 15 วัน ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคได้

โรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบ คือ

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก

อาการป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เลือดออก และช็อกได้ ส่วนการวินิจฉัยโรคในช่วงแรกจะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องตรวจจากการเจาะเลือด ซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3-4 วัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย

โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในเด็กวัยเรียนและวัยทำงานตอนต้น ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการดำเนินโรคที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

  • เด็กทารกและผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร
  • ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
  • ผู้ที่มีโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย หรือโรคที่เกิดจากฮีโมโกลบินผิดปกติ
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย ตับแข็ง
  • ผู้ที่รับประทานยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) หรือยาในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory หรือ NSAIDs)

บทความที่เกี่ยวข้อง ข่าวฟุตบอล อัพเดทสถานการณ์โควิด

วิธีลดหน้าท้อง

วิธีลดหน้าท้อง เนื่องจากสาวๆ หลายคน เวลา มีน้ำหนัก และ สัดส่วนเพิ่ม มักจะมีปัญหา ไขมัน ส่วนเกิน หน้าท้องยื่น พุงออก แต่ก็ไม่รู้จะหาทางหรือ วิธีออกกำลังกาย อย่างไรให้ตรงจุด ยิ่งช่วงนี้เสื้อเอวลอย เสื้อครอปตัวสั้น กำลังมาแรง ขืนจะให้ใส่ทั้งๆ ที่ยังมีห่วงยางรอบเอวแบบนี้ด้วยนะ น่าอายแย่เลย ตามมาดูวิธีลดหน้าท้องแบบง่ายๆ กันดีกว่า

วิธีลดหน้าท้อง เตรียมพร้อมท่าบริหารลดหน้าท้อง

Routine ท่าบริหารลดหน้าท้อง แม้จะไม่ใช่คาถาพิเศษที่ เห็นผลในหนึ่งวัน  แต่อาจจะเจ็บและท้อ สำหรับทุกคนที่อยากจะหา วิธีลดหน้าท้อง และมีความตั้งใจ พร้อมที่จะทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ก่อนเริ่ม ออกกำลังกาย ยืดเส้นก่อนนะคะ ยิ่งนานยิ่งดี ทำ 10-15นาที นานกว่านี้ก็ดีเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายที่ดี ป้องกัน อาการบาดเจ็บ ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ วอร์มอัพ แอโรบิค 20นาที

มาดูท่าบริหารหน้าท้องกันคะ

1. บริหาร กล้ามเนื้อ หน้าท้องด้านข้าง 3×20 reps นำมือมาประกบกันเหนือหัว แขนเหยียดตรง เหมือนจรวด แล้วค่อยๆ เอนซ้าย-ขวา สลับกัน

2.ซิทอัพ 3×50 reps เริ่มด้วยการนอนราบ ขาเหยียดตรง 90 องศา แล้วทำ ซิทอัพ ขึ้้นช้าๆ พอขึ้นมาแล้วค้างไว้ 1วิ แล้วลงช้าๆ

3. PLANK & SIDE PLANK 3x1min each ท่าลดหน้าท้องนี้ชื่อคุ้นๆ หรือเปล่าเอ่ย ทำแพลงค์ โดยให้ตัวเป็นเส้นตรง ค้างไว้ 1 นาที ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง อย่างอหลัง

4.ยกขาคู่ ขึ้นลง บริหารกล้ามเนื้อ หน้าท้องด้านล่าง 3×20 reps ค่อยๆ ยกขึ้น-ลงช้าๆ พอลงแล้วขาไม่ต้องแตะพื้น แต่ค้างไว้ 5 วินาที แล้วยกขึ้น ช้าๆ ทำซ้ำ

5. Squat 3x1min / 3×20 reps ท่าลดหน้าท้องแบบนั่ง ชักโครก แขนยืดตรง หลังตรง ท่าเริ่มต้นคือยืนตรง เท้าชี้ตรง shoulder width เซ็ทละ 1 นาที

6. AIR BIKE 3×20 reps คล้ายๆ ซิทอัพ แต่ขาเราจะลอยตลอด พอซิทขึ้นมาแล้วเอาศอกซ้ายแตะเข่าขวา ศอกขวา แตะเข่าซ้ายสลับกัน ทำช้าๆ

7. BRIDE 3×1.5min ลดหน้าท้องด้วยท่านี้ เริ่มจาก นอนราบ แล้วยกก้นขึ้นมา หลังตรง ค้างไว้ 1 นาที

ท่าบริหารลดหน้าท้องแบบง่ายๆ สบายๆ

การลดหน้าท้อง นั้น เราสามารถทำได้ หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เพื่อลดหน้าท้องได้สักที เราก็เลยมีวิธีง่ายๆ ทำได้ไม่ยากในการหา วิธีลดหน้าท้อง ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องจำท่าเยอะ แต่ขอให้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อน ออกกำลังกาย ผ้ารองนอน สำหรับออกกำลังกาย หรือการทำ โยคะ คราวนี้ก็ถึงเวลาเริ่ม คอร์สการลดหน้าท้อง แบบง่ายๆ กันแล้ว

วิธีปฏิบัติ ให้นอนราบลงไปกับพื้น หรือบนเสื่อที่เราเตรียมไว้ ตั้งแขนในแนวราบขนานกับพื้น นำร่างกายโดยใช้ศอกค้ำไว้ ตั้งเท้าให้ตั้งฉาก กับพื้น 90 องศา ดันช่วงกลางลำตัวของร่างกายขึ้นให้ขนานกับพื้น ทำแบบนี้ค้างไว้ 10 วินาที ต่อมา เมื่อครบ 10 วินาทีแล้ว ให้เรายกขาขึ้นทีละข้าง และทำมุมกับพื้น 45 องศา ค้างไว้ ประมาณ 10 วินาที แล้วจึงเปลี่ยนค้าง ให้นับรวมทั้งหมด เป็น 1 เซท สำหรับการบริหารร่างกายครั้งนี้

แนะนำให้ทำ 3 – 5 เซท ต่อวัน มิเช่นนั้นจะทำให้เกิด อาการบาดเจ็บได้ง่าย ความตั้งใจที่จะ ลดหน้าท้อง ของเรา ก็ต้องหยุดกลางคัน

แหล่งที่มา : slotxo UFABET PG SLOT บาคาร่า